News
การเลือกชุดป้องกันสารเคมีตามข้อแนะนำของ OSHA (จากวารสารความปลอดภัยและสุขภาพ)

สวัสดีครับ ผมชื่อ Mr. KPS  มีหน้าที่นำเสนอสาระน่ารู้เกี่ยวกับอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลให้ผู้อ่านหรือผู้สนใจรับทราบ วันนี้ กระผมขอแนะนำความรู้เกี่ยวกับการเลือกชุดป้องกันสารเคมี ที่กระผมได้นำมาจากข้อแนะนำของ OSHA (Occupational Safety and Health Act), ซึ่ง OSHA ได้เสนอแนะการเลือกชุดป้องกันสารเคมี โดยใช้ปัจจัยดังต่อไปนี้

1.       การออกแบบชุด  ผู้ผลิตชุดป้องกันสารเคมีหลายบริษัท จะมีการออกแบบที่หลากหลายแบบ หลากหลายสไตล์  โดยมีประเด็นที่ต้องคำนึงถึง ดังนี้

1.1   ลักษณะโครงสร้างของชุด

1.2   ส่วนประกอบอื่นๆ ของชุดที่เสนอให้เป็นทางเลือกเพิ่มเติม

1.3   ขนาด

1.4   สะดวกต่อการใช้งาน และง่ายในการปลด หรือถอดชุดออก

1.5   อุปกรณ์เสริมต่างๆ

1.6   ความสบายในการสวมใส่

1.7   การป้องกันไม่ให้สารเคมีแพร่ขยายออกไปมากขึ้น

2.       คุณสมบัติในการทนต่อสารเคมีของวัสดุ วัสดุที่นำมาผลิตชุดป้องกันสารเคมีจะดีมาก ถ้าวัสดุนั้นมีคุณสมบัติครบถ้วนทั้งคุณสมบัติในการต่อต้านการแพร่กระจายของสาร, ไม่มีการเสื่อมคุณภาพ และไม่มีการซึมผ่านบริเวณรอยเชื่อมต่อต่างๆ

            2.1  การแพร่  (Permeation) : เป็นกระบวนการที่สารเคมีจะละลายเข้าไปอยู่ในเนื้อวัสดุ แล้วมีการเคลื่อนตัวออกจากวัสดุ  โดยทั่วๆไปแล้ว เราจะไม่สามารถสังเกตเห็นการแพร่กระจายของสารผ่านวัสดุได้  เวลาในการแพร่กระจายผ่านวัสดุ (Permeation Breakthrough time) เป็นสิ่งที่มักจะเกิดขึ้นได้บ่อยครั้งจากการใช้งาน โดยสารเคมีจะเข้าไปผสมผสานอยู่ภายในเนื้อวัสดุ  อัตราการแพร่กระจายผ่านวัสดุมีปัจจัยมาเกี่ยวข้องหลายปัจจัย เช่น ความเข้มข้นของสารเคมี, ความหนาของวัสดุ, ความชื้น, อุณหภูมิ และความดัน วัสดุที่นำมาทดสอบส่วนใหญ่จะผ่านการทดสอบตามที่มาตรฐานกำหนด แต่อย่างไรก็ตาม อุณหภูมิและความดันจะส่งผลกระทบต่อการแพร่กระจาย ให้เกิดเร็วขึ้นและทำให้ค่า Safety Factor ลดลง ยกตัวอย่างเช่น อุณหภูมิของบรยากาศการทำงานเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ทำให้ระยะเวลาในการแพร่กระจายผ่านวัสดุ(Permeation Breakthrough time) เกิดได้รวดเร็วขึ้น และทำให้คุณสมับติการทนทานต่อสารเคมีของวัสดุลดลงด้วย

            2.2  การเสื่อมคุณภาพ (Degradation) จะทำให้วัสดุมีคุณสมบัติเปลี่ยนไป โดยอาจมีสาเหตุจากการสัมผัสสารเคมีขณะใช้งาน หรือสภาพแวดล้อม เช่น แสงอาทิตย์ ก็ได้ โดยทั่วไปการที่วัสดุมีคุณภาพเปลี่ยนไป สังเกตได้จากการเปลี่ยนสีของวัสดุ, การบวม หรือพองของวัสดุ, ความแข็งแรง/ความต้านทานต่อสารเคมีสูญเสียไป หรือเสื่อมลงไป

            2.3  การซึม (Penetration) เป็นการซึมผ่านรอยเชื่อมต่อต่างๆ เช่น รอยซิป รอยเย็บ  รอยตะเข็บ หรือรอยตำหนิบนเนื้อวัสดุ ที่นำมาตัดเป็นชุดป้องกัสารเคมี

            2.4  การทนทานต่อสารเคมีที่เป็นสารประกอบ หรือมีสารเคมีตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป วัสดุจะมีประสิทธิภาพน้อยกว่าสารเคมีที่เป็นสารเคมีเพียงชนิดเดียว  สารเคมีบางชนิดจะช่วยให้สารเคมีอื่นๆ หรือตัวมันเอง แพร่กระจายเข้าไปได้มากขึ้น และปัจจุบันข้อมูลของวัสดุต่อการทนทานสารเคมีที่เป็นสารประกอบ หรือสารผสมมีค่อนข้างน้อย ในกรณีที่เป็นสารผสมหรือสารที่ไม่รู้ว่าเป็นสารชนิดใด  ต้องพิจารณาอย่างระมัดระวังในการตัดสินใจที่จะเลือกใช้ชุดป้องกันสารเคมี  ถ้าชุดป้องกันสารเคมีไม่มีผลการทดสอบของสารชนิดนั้น ควรเลือกชุดที่มีคุณสมบัติป้องกันสารเคมีได้กว้างหรือมากชนิดที่สุด ดังนั้น วัสดุที่จะนำมาใช้ควรเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติในการป้องกันที่ดีที่สุด และป้องกันสารเคมีได้ในช่วงที่กว้างที่สุด

            2.5  ข้อมูลของชุดป้องกันสารเคมีที่บริษัทที่เป็นผู้ผลิตเสนอแนะ /แนะนำ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นข้อมูลที่ Up Date ล่าสุด และถูกต้องมากที่สุด ผู้ซื้อชุดป้องกันสารเคมี ควรจะสอบถามจากผู้ผลิต หรือผู้จำหน่ายเกี่ยวกับคุณสมบัติในการทนทานต่อสารเคมีต่างๆ รวมทั้งผลการทดสอบของสารเคมีแต่ละชนิด ที่คุณต้องการใช้งาน ว่ามีคุณสมบัติตรงตามความต้องการหรือไม่ วัสดุที่นำมาผลิตชุดป้องกันสารเคมีส่วนใหญ่จะทดสอบด้วยมาตรฐาน ASTM  Methods ซึ่งจะมีการแจ้งผลการทดสอบมาว่ามีคุณสมับติในการทนต่อสารเคมีได้พียงใด ดีมาก (Excellent)” , “ดี (Good) “, “ไม่ดี (Poor)” ซึ่งเราสามารถนำใช้ประกอบการพิจารณาเลือกซื้อได้

         สิ่งที่ต้องพึงระลึกไว้เสมอคือ ไม่มีวัสดุใดที่สามารถป้องกัน/ทนทานต่อสารเคมีและสารประกอบต่างๆได้ทุกชนิด และ ไม่มีวัสดุใดที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันสารเคมีได้ยาวนาน ตลอดเวลา

3.       คุณสมบัติทางกายภาพ

            3.1 ผู้ผลิตชุดป้องกันสารเคมี จะพยายามให้ใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติทางกายภาพให้มีช่วงที่กว้างๆ เกี่ยวกับความแข็งแรงของวัสดุ การทนทานต่อสิ่งที่เป็นอันตรายต่างๆ และสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ร้ายแรงมากๆ ผู้ผลิตส่วนใหญ่จะพยายามให้ชุดป้องกันสารเคมีครอบคลุมมาตรฐาน NFPA ด้วย แต่มาตรฐานนี้จะกำหนดคุณลักษณะของวัสดุเพื่อใช้ในช่วงเวลาที่จำกัดเท่านั้น ดังเช่น กรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน

            3.2 ผู้ใช้งานที่ต้องการใช้งานในลักษณะต่างๆ การเลือกวัสดุสำหรับป้องกันสารเคมี อาจใช้คำถามเหล่านี้ เป็นแนวทางในการพิจารณาคุณสมบัติทางกายภาพของชุดป้องกันสารเคมี

·          ชุดป้องกันสารเคมีมีความแข็งแรงเพียงพอสำหรับงานที่ต้องปฏิบัติหรือไม่

·          ชุดป้องกันสารเคมีสามารถทนต่อการฉีก การเจาะ/ทิ่มแทง การตัด และการเสียดสี ได้มากน้อยเพียงไร

·          ชุดป้องกันสารเคมีสามารถนำมาใช้ซ้ำได้หรือไม่

·          ชุดป้องกันสารเคมีมีความยืดหยุ่นต่อการทำงานหรือไม่

·          ชุดป้องกันสารเคมีมีความทนทานต่ออุณหภูมิที่สูง หรือต่ำ ได้มากน้อยเพียงไร

·          ชุดป้องกันสารเคมีมีความทนทานเกี่ยวกับการทนไฟ (ความร้อน) หรือการที่ไฟไม่ลามไปตำแหน่งอื่นๆ หรือไม่

·          วัสดุของชุดป้องกันสารเคมีที่นำมาใช้เชื่อมต่อ หรือปิดรอยเชื่อมต่อต่างๆนั้น มีคุณสมบัติเดียวกับวัสดุที่นำมาผลิตชุดป้องกันสารเคมีหรือไม่

4.       ความยาก-ง่ายในการชะล้างสารเคมีที่ตกค้างอยู่ในชุดป้องกันสารเคมี เพื่อให้ผู้ใช้งานพิจารณาว่าสามารถใช้ชุดป้องกันสารเคมีซ้ำได้อีก หรือใช้ครั้งเดียวทิ้ง

5.       ราคา ชุดป้องกันสารเคมีที่สามารถป้องกันสารเคมีได้ในช่วงที่กว้าง และหลากหลายชนิด ก็จะมีราคาสูง ดังนั้น จึงควรเลือกชุดป้องกันสารเคมีเฉพาะสารที่คุณต้องการใช้ ราคาจะถูกกว่า

6.       มาตรฐานของชุดป้องกันสารเคมี ผู้ซื้อควรเลือกซื้อชุดป้องกันสารเคมีที่ได้รับมาตรฐานที่ OSHA กำหนด หรือ NFPA ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน ทั้งนี้ มาตรฐาน NFPA จะไม่มีข้อกำหนดมาตรฐานที่ครอบคลุมทุกชนิดของชุดป้องกันสารเคมี

 

 


Untitled Document